กรรมฐานเบื้องต้น
ใช้จิตจับความรู้สึกของตัวเอง ยอมรับสิ่งที่เราเป็นอยู่ทั้งหมด และตระหนักถึงธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ของตัวเอง อย่าให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากเกินไป อย่าพยายามกำจัดความคิด สมาธิ เพียงแต่เฝ้าดูมันก็พอ จิตสำนึกของเรามักไม่รู้ว่าจิตใต้สำนึก ต้องการอะไร ธรรมชาติแห่งการตื่นรู้ ดำรงอยู่เหมือนกับอากาศ เงา และเป็นธรรมชาติ เสียจนไม่ได้ตระหนักถึง
จิตที่ก้าวหน้า
ในชุมชนขนาดใหญ่ ใช้ชีวิตเหมือนอยู่คนเดียว เมื่ออยู่คนเดียว ใช้ชีวิตเหมือนชุมชนใหญ่
ความคิด
ความคิดผมในปัจจุบัน ทุกๆ ความคิดมีค่าเสียโอกาส ดังนั้น ผมเลือกที่จะคิดในสิ่งที่มีประโยชน์ IDEA จากหนังสือ Super Thinking
การงาน
การงานเมื่อทำเต็มที่เต็มความสามารถแล้ว เมื่อเสร็จแล้วก็ปล่อยวางโดยสิ้นเชิง ไม่ยินดียินร้ายกับผลที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีเช่นนี้ก็จะทำให้ชีวิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขสงบอย่างแท้จริง
พูดมาก
ยิ่งพูดมากยิ่งเกิดความเห็นต่าง เพราะผู้คนทุกหมู่เหล่าย่อมที่จะมีเหตุผลในการกระทำของตัวเองอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ควรนิ่งเสียเพราะหากคิดฝืนดื้อดึงเข้าไปชี้นำสังคมโดยมิรู้กาลเทศะ สุดท้ายอาจรักษาความดีงามไว้ไม่ได้
ยิ่งร่ำรวย
ยิ่งร่ำรวยเท่าใดยิ่งมีความเย่อหยิ่งในตัวมากเท่านั้น เมื่อภาคภูมิใจกับเกียติยศและความมั่งคั่ง… ก็จะยิ่งโศกเศร้าเสียใจเมื่อถึงคราวต้องสูญสิ้น
เมื่อลับมีดจนคม
เมื่อลับมีดจนคม นานไปดาบกลับทื่อ เฉกเช่นยอดฝีมือ ไม่ต้องรีบร้อนแสดงฝีมือ เก็บงำประกายไว้ ไม่แสดงออกอย่างง่ายดาย จึงจะเป็นยอดฝีมือที่มีความลึกล้ำ
เมตตา
แท้จริง ฟ้า ดิน ปราชญ์มิได้ไร้เมตตา เมตตานั้นมีอยู่ เพียงแต่ไม่เข้าไปก้าวก่ายในสรรพสิ่ง ทำตนว่างเหมือนสูบลม มีความว่างและความไร้ ครั้งเคลื่อนไหวให้พละกำลัง
มีกับไม่มี
มีกับไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ ยากกับง่ายเกิดขึ้นจากความรู้สึก ยาวกับสั้นเกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ สูงกับต่ำเกิดขึ้นด้วยความเทียบเคียง เสียงดนตรีกับเสียงสามัญเกิดขึ้นด้วยการรับฟัง หน้ากับหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด